พระเจ้าตายแล้ว-นิทเช่

posted on 03 Jun 2008 22:49 by morning-sleeping

พระเจ้าตายแล้ว

-นิทเช่

 

Nietzsche: The Pedestal of Postmodern thinking

นิทเช่เป็นผู้วางรากฐานแนวคิดปรัชญาหลังสมัยใหม่

 

ผมเองก็ไม่ค่อยรู้จักนิทเช่หรอกครับ ไม่เคยพบหน้ากัน ไม่เคยคุยด้วย ไม่เคยเล่นDotAด้วย ไม่เคยทำแลปด้วย หนังสือของเขาผมก็บอกอย่างเขินๆว่ายังไม่ได้อ่าน

 

 

นิทเช่เรียนภาษากรีกและได้เรียนรู้ปรัชญาด้วย  อายุ 25 ปีเขาได้เป็นศาสตราจารย์ที่สวิสเซอร์แลนด์ เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่19 (ค.ศ.1844-1900) เขาเป็นบ้าจนเสียชีวิตในปี ค.ศ.1900

 

นิทเช่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ด้วย เขาเป็นคนเยอรมัน ฮิตเลอร์ชอบมากินข้าวที่บ้านเขา และได้ฮั้วกับพี่สาวของเขา เพื่อเอาผลงานของเขาไปดัดแปลงและตีพิมพ์เพื่อผลประโยชน์ทางชาตินิยม (ในช่วงนั้นคือช่วงที่เขาเป็นบ้าอยู่นะครับ)

 

   

 

ที่เขาบอกว่าพระเจ้าตายแล้วนั้นหมายความว่า วัฒนธรรมมันใช้อุดมการณ์ที่ตายมาหลายร้อยปีแล้ว ผู้คนแม้ยังทำตัวเป็นผู้นับถือศาสนา แต่ความจริงนั้นพระเจ้าตายไปแล้ว

 

เหมือนในประเทศไทยละครับ ที่นอกจากประเพณี และวัฒนธรรมบางส่วนแล้ว ศาสนาพุทธก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย ผู้คนก็ทำตัวเหมือนนับถือกันต่อไป เข้าวัดกันตามธรรมดา ผู้ชายอายุครบ20ก็บวช ถามว่าบวชทำไม ก็อายุครบ20ไงครับเลยบวช น่าน... ถามว่าคำว่านับถือคืออะไร คือการที่เราไหว้พระ กราบพระ สวดมนต์ ทำพิธีกรรมทางศาสนานะหรอ ผมว่ามันไม่ใช่หรอกครับ

 

สิ่งที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย คือความงมงาย ไม่ใช่การนับถือ ทำให้เกิดปัญหาอะไรตามมามากมาย ทำให้เกิดช่องว่างตรงนี้ พระชั่วๆก็เริ่มมี สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบความคิดของคนไทย ทำใช้เชื่อเรื่องอะไรที่มัน... ที่มันไม่น่าไปเชื่อเลย แต่ก็กลับไปเชื่อเข้าง่ายๆ (ยกตัวอย่าง เพื่อนนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์บางคนของผมก็เชื่อเรื่องผี เรื่องชาติภพ เรื่องดวง เรื่องที่...เขาบอกมา ทั้งๆที่ถูกปลุกฝังความคิดในแบบวิทยาศาสตร์ไว้แล้วแท้ๆ)

 

พูดถึง เรื่องที่…”เขาบอกมา นี่ ผมก็สงสัยว่า คำว่า เขาบอกมา นี่มันช่างฟังดู น่าเชื่อถือดีแท้ ทั้งๆที่มันบอกไม่ได้เลยว่า ไอ้คนที่ถูกเรียกว่าเขานะ มันเป็นใคร ชื่ออะไร เป็นคนยังไง

 

มันอาจจะดูไร้เหตุผล มีตัวอย่างยกมาให้ดูน้อย แต่คุณก็คงรู้สึกเหมือนผมใช่ไหมว่า ศาสนามันไร้ความหมายมานานแล้ว

 

 

 

ประชาธิปไตยก็เช่นกัน นิทเช่คิดว่ามันเป็นที่พึ่งของคนอ่อนแอ ทำให้คนที่มีความสามารถต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่  

คล้ายๆกับประชาธิปไตยในประเทศเรา ที่อะไรๆก็เอาแต่เสียงส่วนใหญ่ ไม่สนใจว่ามันจะถูกหรือผิด นักการเมือง ผู้บริหารประเทศหลายคนก็ชอบคิดอะไรแบบเกรียนๆ ประมาณว่าอายุก็เยอะกันแล้ว ทำไมแก้ปัญหาอะไรได้ไม่ต่างไปจากเด็กมัธยมหัวเกรียนเลย หรือบริหารประเทศกันซะจนพุงกาง เลยทำให้สมองฟ่อไปกันก็ไม่รู้

 

จะเห็นว่าระบบและศีลธรรมจากพระเจ้าที่ตายแล้ว (ศาสนาที่ตายแล้ว) มันยังคงพันธนาการผู้คนในสังคม ให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่ตนเองต้องการ หรืออย่างเต็มที่ นิทเช่จึงพูดประชดว่า พระเจ้าตายแล้ว มันไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่าทำดีแล้วจะได้ดี ทำชั่วแล้วจะลงเอยอย่างผู้ร้ายในละคร

 

 นี่คือโลกแห่งความจริง 

ผมเห็นด้วยเต็มที่ ผมไม่คิดด้วยซ้ำ ว่าเราจะแบ่งแยกการทำดีและการทำชั่วออกจากกันได้ หนึ่งการกระทำของมนุษย์ไม่มีบรรทัดฐานที่เป็นกลาง เอาเข้าจริง สิ่งที่ดีคือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เลวคือสิ่งที่เราไม่ชอบ ก็เท่านั้น

 

อันนี้ความคิดของผม ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย หากชาติภพมีอยู่จริง เพราะถ้าในชาตินี้เราทำไม่ดีไว้ แล้วชาติหน้าต้องรับกรรม เราจะสมควรรับกรรมได้อย่างไร ในเมื่อในชาตินั้น เราไม่มีความทรงจำในชาติก่อนอยู่เลย เราไม่อาจรู้ด้วยซ้ำว่าเราผิดอะไร น้ำตาจึงต้องไหลออกมา

 

นิทเช่บอกว่า ถ้าสมมุติว่าเรายอมรับได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่ ไม่มีระบบศีลธรรมอะไรทั้งสิ้นที่มาช่วยเหลือเราในการดำเนินชีวิต คงจะมีหลายต่อหลายคนรู้สึกผิดหวัง คือหมายความว่าผู้คนทั่วไปมักจะผิดหวัง

 

นิทเช่บอกต่อไปอีกว่า ไม่ต้องไปเศร้า ยอมรับมันอย่างเต็มที่ แล้วหัวเราะออกมาดังๆ บ้าบอก็ไม่เป็นไร อย่าสนใจระบบศีลธรรมอะไรทั้งสิ้น และพยายามสร้างชีวิตตัวเองเหมือนผลงานศิลปะ

 

 

 ความจริงแล้วการมีชีวิตของคนเราเป็นสิ่งไร้สาระ ไม่มีอะไรเลย จริงๆนะ 

นิทเช่เป็นคนต่อต้านการสร้างกฎเกณฑ์ ถ้าเอาปรัชญาขงจื้อ กับหรัชญาเต๋ามาให้นิทเช่อ่าน ผมคิดว่านิทเช่คงโยนขงจื้อทิ้งทั้งแต่เปิดหน้าแรก และสามารถยอมรับเต๋าได้

 

นิทเช่พยายามจะให้คนไม่เชื่อในระบบศีลธรรม เพราะว่าศีลธรรมก็เป็นเพียงการตีความ มันไม่จริง และมันไม่มีจริง มันไม่ได้ถูกต้องไปกว่าระบบอื่นๆ มันเป็นแค่ความคิดของคนโบราณ ไม่มีค่าเท่าความคิดบริสุทธิ์ของเราเลย แต่พวกเรากลับถูกครอบงำให้ตกอยู่ภายใต้ระบบศีลธรรม

 

 ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนเปลี่ยนจากคำว่า พระเจ้าตายแล้ว กลายมาเป็น มนุษย์นี้ตายแล้ว 

มนุษย์มี ideal แต่ไม่สามารถสร้าง ideal ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ก็เลยต้องการสิ่งปลอบใจ นิทเช่บอกว่า นี่คือหน้าที่หลักของระบบศีลธรรมหรือศาสนาของเรา เมื่อคนเรารู้สึกไม่สบายใจ คนก็ต้องการที่พึ่ง เพื่อที่จะทำให้เราพอจะอยู่ต่อไปได้

 

เมื่อมนุษย์รู้ว่าชีวิตเป็นสิ่งไร้สาระ จึงต้องการความเชื่อ ความเชื่อที่ว่า เออ เรายังมีจุดหมายนะ ยังต้องทำอะไรบางอย่าง เหมือนเรือกลางทะเลกว้าง มองไปมีแต่สุดขอบโลก แต่ก็ยังหวังในใจลึกๆว่า เรากำลังเดินเรือไปสู่เกาะเกาะหนึ่ง

 

 

 

 

แม้แต่วิทยาศาสตร์เองก็ถูกนิทเช่เฉือน concept ของวิทยาศาสตร์มากมายได้ถูกนิทเช่วิจารณ์ว่า วิทยาศาสตร์เองก็เป็นการตีความ (ปฏิฐานนิยมเป็นการตีความ) ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง เป็นเพียงแค่ instrument. ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดยังเป็นภาพหลอกที่นำมาใช้ มันยังเป็น disease หรือโรคด้วย ความคิดเป็นโรคชนิดหนึ่ง ในช่วงนั้น ดาร์วินได้เขียนหนังสือ On the origin of species by means of natural selection ซึ่งนิทเช่คงได้รับอิทธิพลจากนั้นมาบ้าง และเขาพยายามพิสูจน์ว่า สัตว์นั้นมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่ามนุษย์

 

นิทเช่ว่า วิทยาศาสตร์นั้นยังดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ยอมรับว่ามีการตีความต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และลักษณะ positivism ไม่เคยคิดว่าความรู้ที่เขาเสนอไว้นั้นเป็นความจริง เป็นแค่เครื่องมือที่จะจัดการโลกที่อยู่รอบตัวเท่านั้น คือเป็น instrumentalism อย่างที่เรารู้ วิทยาศาสตร์นั้นมีทฤษฎีที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมั่นใจว่า วิทยาศาสตร์ของเขามันจริงกว่าความรู้สาขาอื่นๆ

 

 

(สองย่อหน้านี้ก๊อบเขามาทั้งดุ้น)

 

 

อย่างที่ผมบอก สิ่งที่ดีคือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่ถูกคือสิ่งที่เราเห็นด้วย ความจริงคือสิ่งที่เราคิดไปเอง

 

 

อภิมนุษย์ของนิทเช่ คือคนที่กำหนดค่านิยมของตนขึ้นมาเองโดยไม่ยอมรับตามสิ่งที่สังคมยัดเยียดให้

 

 

 ในบั่นปลายของชีวิต นิทเช่อาจจะได้เป็นอภิมนุษย์ในแบบของเขา เพราะเขาเป็นบ้าตาย 

 

ในสายตาของ นิทเช่ โลกจึงตั้งอยู่บนความแปรปรวนอันปราศจากกฎเกณฑ์

 

 

สำหรับผม หากมีกฎเกณฑ์ มันก็อยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่ความพอใจของเราเอง

 

 

หรือไม่ มันก็อยู่ที่เราจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ ในกฎเกณฑ์ ในค่านิยมที่คนอื่นต่างเชื่อถือกันมา พันธนาการเราเข้าไว้ด้วยกัน เป็นเครื่องจักรชิ้นหนึ่งในโลกแห่งความคิดมนุษย์ หากเป็นเช่นนั้น เจ็ดพันล้านแสนชีวินมนุษย์ ก็เป็นเพียงแค่เม็ดทรายเกลื่อนชายหาด

 

 

มันมากมายจนไร้ค่า

 

 

   

  -----------------------------------------------------------------------------------------------------

หนังสืออ้างอิง

http://midnightuniv.org/midnight2545/newpage1.html

 

http://midnightuniv.org/midnight2545/newpage2.htm

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หนังสือของนิทเช่

1.The Birth of Tragedy out of The Spirit of Music [Die Geburt der Tragoedie aus dem Geiste der Musik] 1872

2.Untimely Meditations [Unzeitgemaesse Betrachtungen] 1873

3.Human, All too Human [Menschliches, All zumenschliches] 1878

4.The Gay Science [Die froehliche Wissenschaft] 1882

5.Thus spoke Zarathustra [Also sprach Zarathustra] 1883

6.Beyond Good and Evil [Jenseits von Gut und Boese] 1886

7.Towards a Genealogy of Morals [Zur Genealogie der Moral] 1887

8.Ecce Homo [Ecce Homo] 1888

 

 ขอบคุณที่ทนอ่านครับ.

 

"นิทเช่ตายแล้ว"

-sanook is me

edit @ 3 Jun 2008 23:01:08 by นอนเช้า

edit @ 3 Jun 2008 23:08:50 by นอนเช้า

edit @ 3 Jun 2008 23:28:13 by นอนเช้า

edit @ 3 Jun 2008 23:29:24 by นอนเช้า

edit @ 4 Jun 2008 00:42:50 by นอนเช้า

edit @ 4 Jun 2008 22:15:43 by นอนเช้า

edit @ 7 Jun 2008 02:38:42 by นอนเช้า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เราก็ไม่รู้จักนิทเช่ค่ะ
แต่เคยได้ยินคำว่า "พระเจ้าตายแล้ว" มาเหมือนกัน
ทว่าเรากับนิทเช่ เห็นทีจะคนละแนว หุหุ

#1 By ~!!!EstelioN!!!~ on 2008-06-03 23:35

ไม่ว่าพระเจ้าจะตายแล้ว

หรือ

นิทเช่จะตายแล้ว


มุมมองและปรัชญามากมายของเขาก็ยังคงปรากฎอยู่บนโลกใบนี้เช่นเดิม



^^'

#2 By An Unsinkable Friendship on 2008-06-03 23:45

อ่านแล้วชอบมากเลยครับ Hot!

#3 By Yashima on 2008-06-04 10:34

ประโยคอมตะ

เห็นด้วยกับเรื่องที่เขียน

อย่างคนไทย เวลาไหว้พระก็นึกถึง

แต่ตัวเอง ขอให้ร่ำรวย สุขสบาย

ไม่มีใคร นึกถึงธรรมะจริงๆ สักคน big smile

#4 By tiew@fine on 2008-06-06 21:02

เราตายแล้ว (ตายหลังจากอ่านจบ ^^")

ถ้าเรายังดำเนินชีวิตแบบที่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของคำสอน พระเจ้าก็ตาย ศาสนาก็ตาย แม้แต่ประชาธิปไตยคงไม่มีชีวิตเหลือหรอกค่ะ

แต่ทำไงได้ ปัจจุบันมันก็เป็นแบบนั้นไปแล้ว ไม่ใช่ "หน้าที่" แต่เป็น "ค่านิยม" ที่ต้องปฏิบัติ ไม่มีใครบอกว่าควรไม่ควร แต่หากไม่ทำ "สังคม" ก็จะมองว่า "แปลก"

ดังกรณีที่คุณนอนเช้าเขียนไว้เรื่องการบวชน่ะแหละ

เห็นด้วยกับนิทเซ่ที่ให้อยู่โดยไร้กฏเกณฑ์ แต่เป็นเรื่องของความคิดนะ ถ้าการกระทำ การมีกฏเกณฑ์ไว้บ้างก็ทำให้สังคมสงบนะคะ

ปล.คุณนอนเช้าชอบอ่านคิมเม้นต์ใช่มั๊ยคะเนี่ย big smile

Hot! Hot! Hot!

#5 By Ojisama on 2008-06-07 09:37

หนังสือของนิทเช่แปลไทยแล้วก็มีนะ แปลโดยมูลนิธิเด็กอ่ะ
...อ่านไม่จบซะมีเพราะอ่านไปกุมกัวไป มึนมากเลย sad smile

#6 By -JpNc- on 2008-06-08 12:53

come as you are

#7 By COME AS YOU ARE on 2008-06-09 17:37

Woowwww!!!!!


กุยังแล้วมึนมากไอแน่ว 555+


#8 By AiZarD (202.44.8.100) on 2008-06-10 21:24

-*-

#9 By [P]ara[D]ox (125.26.27.212) on 2008-06-12 21:14