ใจเปล่าและหนึ่งวันนิรันดร์
posted on 08 Nov 2009 03:17 by morning-sleepingความหนาวของแสงตะวัน
ตอน ใจเปล่าและหนึ่งวันนิรันดร์
"เขา..."
เป็นเสียงแผ่วๆ แทบไม่ได้ยิน แต่ก็ลอยมาตามอากาศเบาบาง สะท้อนเข้าโสตประสาท แล้วดูดซับผ่านกระแสเลือด วิ่งไหลไปตามเส้นเลือดดำ เข้าจับหัวใจเขาไว้อย่างเยือกเย็น
เขาหยุดอยู่ตรงนั้น ค่อยๆหันกลับไป นึกไม่อยากให้มันเป็นเสียงนั้น
"เข้ามาดิ..."
แล้วก็ต้องเดินกลับไปอย่างว่าง่าย พร่างฟ้าใสยังนั่งอยู่ตรงนั้นที่เดิม จ้องมองออกนอกหน้าต่างเหมือนเดิม
แล้วเขาก็คิดได้ว่า เมื่อครั้งที่ไม่ควรเอ่ยกลับถาม ครานี้กลับไม่กล้า
"เป็นอะไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น"
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงแต่ว่าหันหน้ามา เหมือนรอยน้ำตาถูกลบออกไปตอนไหนไม่รู้ ขอบตาดำคล้ำ เหมือนบางสิ่งที่แผ่ออกมาจากตัวเธอนั้นแห้งเหือด ความมีชีวิตมีความหมายมันหายไป
"เปล่า ก็ปรกติดีนะ..."
ปรกติเป็นอย่างนี้หรือ - เขาเอาแค่ครุ่นคิด
"พี่อยาก... ไปดาดฟ้า... แต่กุญแจอยู่ที่ไอ้เล..."
หมอกภูเขาหลบตาไปทางขวา และบอกว่า
"ผมมีกุญแจ..." พูดจบก็เอาแต่มองคิ้วขมวดจนเกือบพันกันของพร่างฟ้าใส
แล้วทั้งสองก็พากันเดินขึ้นบันไดไปอย่างเชื่องช้า เขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันปั่นป่วนเหลือเกิน แต่ละก้าวเหยียบขึ้นบันได ภาพมันสั่นสะเทือนไปราวกับนี่ไม่ใช่ความจริง แล้วเขาก็คิดว่าคงเป็นเพราะใจที่สั่นไหวไปเอง ทุกอย่างจึงพากันสั่นไหวไปด้วย
ถึงหน้าประตู พร่างฟ้าหลีกทางให้เขาไขกุญแจ
เขาว่า "สมัยผมอยู่หอ อาจารย์ให้เอากุญแจไขประตูโรงเก็บของ ขนไม้กวาดทางมะพร้าวไปกวาดถนนจนถึงสถานีรถไฟ กุญแจพวกนั้นมันมีเขียนติดไว้แต่ละดอก เรือนเกษตร ห้องปกครอง โรงยิมเอย หอพักหญิงก็มี ก็เลยแอบเอาไปปั๊มทั้งพวง แล้วก็แจกจ่ายกระจายกันไป"
เสียงลูกบิดดังแกร๊กๆ แล้วประตูก็อ้าออกเห็นแต่ท้องนภา
"กุญแจที่ปั๊มมามันปนกันมั่วๆ ไม่รู้อันไหนเป็นอันไหน มีเพื่อนผมได้กัญแจประตูหลัง ใช้หนีโรงเรียนได้สบาย คนที่ได้กุญแจหอพักหญิงเอาไปไขเล่นแล้วโดนไล่ออกจากหอ ผมได้กุญแจดาดฟ้าตึกกิจกรรม ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรหรอก ไม่รู้จะไขไปทำไม แต่ก็ยังเก็บไว้ ตั้งแต่ม.1แล้ว กุญแจดอกนี้ยังใช้ไขดาดฟ้าได้อยู่เลย เพื่อนผมบางคนพบว่ากุญแจของมันไขไม่ได้แล้ว เพราะประตูบางห้องถูกเปลี่ยน..."
ในขณะหญิงสาวเข้าประตู ก็ก้าวออกสู่ดาดฟ้าไปพร้อมกัน เขาจึงตามเข้ามา ท้องนภาขอต้อนรับ เดินออกไปริมตึกอีกฝั่ง พักลงบนเก้าอี้ม้าหิน เขาเดินตามไปเอนพิงระเบียงกั้น สูงเท่าอก
"ดูยังไงก็ไม่ปรกติ เศร้าเพราะอะไรสักอย่าง แต่ว่าไม่อยากบอกใคร หรือไม่ก็ไม่กล้า..."
พร่างฟ้าเพียงหลบตาต่ำ ชวนให้คิดว่ากำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นก็ก้าวมายืนแนบชิดระเบียง มองไปบนฟ้า กราดสายตากว้างและเหลียวลงข้างล่าง จนเขาต้องกลัวว่าเธอจะกระโดดลงไป
เธอแสร้งยิ้มออกมา
"เมื่อไรจะผ่านวันนี้ไปเสียที... ทุกวันมันเหมือนความฝัน เพียงแต่รอคอยว่าวันไหนจะฝันดี เคยแต่ฝันร้ายมาหลายเดือน"
วันนี้มันวันอะไรกัน...
ทำเอาเขาพลอยเศร้าไปด้วย
ในเมือ วันวานไม่อาจหวนกลับ วันนี้ไม่อาจแปรผัน วันพรุ่งนี้ไม่อาจมาถึง ในความเป็นจริง วันคืนไม่เคยผันผ่านตัวเราไปไหนเลย เมื่อวานและพรุ่งนี้ไม่มีจริง มีแต่เพียงวันนี้เท่านั้น เรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด
มีเพียงหนึ่งวันนิรันดร
"เขาคิดว่า... สมมติว่า... ชายคนหนึ่งและสาวคนหนึ่ง... ได้ทำความรู้จักสร้างความคุ้นเคยกัน ชอบพอและลองคบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แสนหวาน จากนั้นอยู่มาวันหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขา เขาอาจจะไม่ชอบนิสัยบางอย่าง บางบุคลิก ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยออกมา หรืออะไรก็แล้วแต่ และเมื่อพบอย่างนั้น เขาก็ตีตัวออกจากเธอ... คิดว่าไง มันถูกไหม ชอบธรรมไหม"
"หือ..." เขาแทบตั้งตัวไม่ทัน อยู่ดีๆหญิงสาวก็บอกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เขาใช้เวลาสักครู่ทบทวนคำถาม "ผมว่า มันก็ถูกแล้วที่ต้องทำอย่างนั้น ถูกแล้วที่ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้ามองโลกด้วยใจเปล่า มันไม่มีอะไรชอบกลเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย และมีเหตุผล เพียงแต่ว่า ใครคนนั้น ที่ถูกทอดทิ้ง คงต้องเสียใจเอามากๆ"
สิ้นคำถามก็มีแต่ความเงียบ อยู่ไม่นาน หญิงสาวหันมาสบตา เขาก็ตอบอีกคำถามหนึ่งขึ้นมาเอง
"แต่ถ้าถามว่า แล้วจะทำอย่างไรต่อ ผมตอบไม่ได้ มันเป็นโศกนาฏกรรมชิ้นเล็กๆอันบอบบาง มันเหมือนแบคทีเรียที่ตายเพราะต้องอากาศ ถ้ามองด้วยใจเปล่าแล้วมันก็ไม่มีอะไร แต่สำหรับคนที่ต้องเจ็บต้องเศร้า ทั้งผู้ถูกและผู้ทอดทิ้ง ผมคงทำได้แค่บอกว่า เสียใจด้วย..."
พร่างฟ้าใสถามอีก
"คิดว่า... แล้วความรับผิดชอบล่ะ ถ้าหากสร้างความสัมพันธ์กับใครไว้ แล้วก็ทิ้งไปเสียอย่างนั้น คนเราควรรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ตนเองสร้างขึ้นไม่ใช่หรือ"
เขานิ่งคิดไปนอน และเรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยได้ เขาไม่เคยบอกเธอ ว่าเขาคิดเป็นความรู้สึกเสมอ และความคิดที่เอ่อล้นออกมานั้นบริสุทธิ์ ไม่ถูกปรุงแต่งโดยคำพูด หากแต่ยากแก่การสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ
"ผม... ผม..." เขาตะกุกตะกัก บางทีความคิดมันก็ไหวเร็วไปกว่าเขาจะพูดทัน ไม่ทันไร เขาก็คิดไปไกลแล้ว
"เมื่อใจเปล่า ผมจะมองโลกเปล่าๆ ด้วยความรู้สึกว่างว้าง เมื่อหนึ่งชีวิตตายไป ต้องจมอยู่กับความเศร้า หรือพบเจอกับความวิปริต มันไม่มีความหมายอะไร ไม่รู้สึกเศร้า ไม่รู้สึกเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องด้วยซ้ำ ความจริงที่แห้งแล้ง แต่จริงแท้อย่างที่สุด เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง ผมอธิบายไม่ถูกว่าใจเปล่าคืออะไร แต่ผมมักจะใช้มันเสมอ เมื่อต้องเจอกับความหดหู่ จากความจริง จากโลกใบนี้
มันคล้ายกับว่า มนุษย์เราเองเป็นสิ่งมีชีวิต พฤติกรรม ทุกอย่าง ร่างกายของเราเป็นเพียงแหล่งสำหรับการเกิดปฏิกิริยาชีวเคมี มันก็เป็นอย่างนั้นของมัน มีระบบการนำสารเข้าและออก เป็นความสมดุลของปฏิกิริยา มีพลังงานในระบบ เรามีชีวิตอยู่ภายใต้ทฤษฎีเหล่านั้น อาจเพราะพลังงานของดวงดาวมีมากเกินไป ถึงได้กำเนิดสิ่งมีชีวิต
เหมือนว่าความจริงแล้วการกระทำทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ ทุกสิ่ง มันไม่มีเจตจำนง ไม่มีเจตนา มันเป็นแค่เหตุการณ์เลื่อนลอย มันเป็นแค่ธรรมชาติ มันเป็นเหมือนการอุบัติของดาวฤกษ์ มันมีค่าเทียบเท่าน้ำไหล ตะวันคล้อย ลมพัด
การมีชีวิตเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ทว่าคิดอย่างนั้นแล้ว ทุกสิ่งรอบตัวเรา ทั้งเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา รวมทั้งเรา มันก็ไม่มีอะไร ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีความจำเป็น ไม่มีเจตน์จำนง ไม่มีอยู่จริง...
แต่กระนั้น ผมไม่ได้รู้สึกอยากตาย แต่หากรู้สึกว่างเปล่า ไม่ได้อยากตายแต่พร้อมหลับตาตายได้ทุกเมื่อ เหมือนเห็นความตายเป็นเพียงดั่งคืนเคหาสน์ เป็นเพียงการสิ้นสุดปฏิกิริยา เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งความจริงมันก็เป็นอย่างนั้น การกระทำที่ผ่านมา เหตุการณ์ ความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงไม่มีความหมายเลย
กระทำสิ่งใดสำเร็จแล้วปล่อยทิ้ง ก็กลายเป็นนิรกรรม ไม่ปราถนาสิ่งใด ก็ไม่ผิดหวัง
ผมไม่รู้ว่าจะพูดอย่างอย่างไรดี ผมสื่อสารกับคนอื่นผ่านทางความรู้สึกไม่ได้..."
เมื่อมีใจเปล่าแล้ว หมอกภูเขาก็คล้ายเป็นคนไม่ใยดีผู้อื่น ไม่ใยดีแม้ตนเอง หรือต่อสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตใดๆ มักทำเพื่อคนอื่นก็จริง แต่ก็ทำไปอย่างนั้น ไม่ได้ต้องการอะไร ไม่ได้อยากจะให้อะไรใคร แต่ก็ให้ ทำไปเพียงเท่านั้น ไม่มีความเห็นใจ ไม่ได้ทำไปเพราะคุณธรรมอะไรเลย
ทันใดนั้นพร่างฟ้าใสรู้สึกเศร้ายิ่งไปกว่าเก่า เมื่อพลันพบว่าเด็กหนุ่มคนนั้น คงพานพบมาแต่ความเจ็บปวด ตนเองจึงได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าใจเปล่านี้มาเป็นเกราะปกป้องตนเอง ให้เหมือนตัวเองหายวับไป ให้เหมือนว่าเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นที่สร้างรอยแผลกัดกินจิตใจ แท้จริงแล้วมันก็ไม่มีค่าอะไร ทั้งชีวิตที่ผ่านมาและเหลืออยู่ ไม่มีอยู่จริง
หมอกภูเขาเลือกที่จะทำลายความทุกข์ แม้จะต้องเสียสละความสุข เยียวยาความเจ็บปวด โดยแลกกับคุณค่าของการมีชีวิต เลือนลบความทรงจำอันเลวร้าย ทั้งรู้ว่าความทรงจำสวยงามก็พลอยจายหายไปด้วย ไม่อาจรู้ว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางจิตใจของเขามีมากเท่าใด ถึงได้ยอมทำเช่นนั้น
เขาได้แต่นิ่ง ชีวิตที่อยู่แบบไร้ชีวิต หัวใจไม่เคยเต้น จิตใต้สำนึกร่ำร้องอยากจะหลุดพ้นออกไปโดยไม่รู้ตัว
หลุดพ้นจากอะไร? จากคนปรกติแล้วกลายเป็นคนบ้า จากความเศร้ากลายเป็นความดีใจ จากโลกกลายเป็นอวกาศ จากกฎเกณฑ์และศีลธรรมกลายเป็นตามแต่ใจ จากความทรงจำร้ายๆกลายเป็นลบเลือน หรือหลุดพ้นจากการมีชีวิตกลายเป็นคนตายที่แท้จริง
สุดท้ายแล้วเขาทำลายหัวใจตนเอง เพื่อไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวด และกลายว่าตนเองไม่อาจรู้สึกเป็นสุขได้เช่นกัน
เขาเองก็อาจเป็นใครคนหนึ่ง ที่ตามหาทางแห่งการดับทุกข์ ตามหาสภาวะแห่งการรู้แจ้ง ตามหาความหลุดพ้น ตามหาหนทาง...
พร่างฟ้าใสพลันลืมเรื่องเก่าของตัวเองไปหมดสิ้น เมื่อความคิดถูกแทนที่ ใครว่าเด็กคนนี้สื่อสารผ่านทางความรู้สึกไม่ได้ แล้วที่อยู่ในหัวมากมายของเธอในตอนนี้คืออะไร เติมเต็มความว่างเปล่า และผลักดันให้ความเศร้าลอยหลุดพ้นไปจากอาณาจักรใจ เหตุการณ์ที่เธอประสบอาจกลายเป็นสิ่งเล็กน้อย เมื่อต้องเผชิญอยู่กับความคิดเหล่านี้ คำถามเหล่านี้ ในหัวของเธอ
คล้ายว่าในวินาทีนั้น เธอได้สัมผัสใจเปล่าของหมอกภูเขา แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นอีกมุมหนึ่งของแนวคิด มันไม่ใช่การทำใจให้ว่างเปล่า แต่เป็นการเติมใจให้เต็ม
พอรู้ตัวก็พบว่าคราบน้ำตาบนแก้มเหือดหายไปไหนแล้ว
"บางที... เขาเองก็แลก... พี่ฟ้าคิดบ้างรึเปล่าว่าคนชายคนนั้นเองก็คงเจ็บช้ำแค่ไหน เขาอาจเก็บไว้ในใจไม่ให้รู้ก็เพื่อตัดใจ เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สิ่งที่เขาเลือกกระทำ มันจะก่อเกิดผลดีในภายหลัง ถ้าไม่ทำสุดท้ายแล้วอาจทำให้ใครต้องทนทุกข์ไปทั้งชีวิต หากแต่ว่าถ้าจะกระทำ ก็ต้องนำบางสิ่งไปแลก นั่นคือความเสียใจของสองคน และคุณธรรมของเขาที่ถูกทำลายทิ้งไปเสียเอง"
เธอไม่คิดว่าผ่านมาหลายวินาที ในความรู้สึกของเธอช่างยาวนานเหลือเกิน สำหรับความคิดต่างๆที่พุ่งพรวดเข้ามา และสานต่อไปไม่จบสิ้น ความรู้สึกแห้งแล้งมากมายเข้ามาแทนที่ว่างและความเศร้าในหัวใจ พาให้ครุ่นคิดถึงการดำรงอยู่ และเจตจำนงในการมีชีวิต มันคือความหมายของทั้งชีวิต การมีชีวิตแทบไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีความจำเป็นหากหาคำตอบนั้นไม่ได้ แม้จะคลุมเครือว่าคำถามคืออะไร
แต่กระนั้น เด็กหนุ่มก็ยังคงคิดเรื่องของเธออยู่ ส่วนเธอเอาแต่คิดว่า เด็กคนนี้คิดแต่เรื่องความหมายของชีวิตแบบนี้มาเนิ่นนานเท่าไร ตลอดเวลานั้นต้องสัมผัสกับความรู้สึกที่ว่าชีวิตของตนเองไร้คุณค่าเนิ่นนานเท่าไร แล้ว ใจของเขายังเต้นดีอยู่หรือไร หากว่างเปล่าราวกับว่า ความตายไม่สะทกสะท้าน ความเจ็บปวดไม่สะทบสะเทือน
เขายังเอาแต่หาทางปลอมประโลมหญิงสาว เขาว่า "บางทีคุณธรรมมันก็ไปด้วยกันไม่ได้กับความเป็นจริง ไม่ว่าอย่างไรผมก็คิดว่าเขาต้องเป็นคนที่ตันสินใจเด็ดขาด มีหัวคิด สามารถยอมแลกยอมเสียสละสิ่งมีค่า ที่สำคัญ เขาต้องรักพี่แทบเต็มหัวใจ..."
พอรู้ตัวก็พบว่าคราบน้ำตาบนแก้มเจิ่งนองตั้งแต่ไหนแล้ว
"พอเถอะ..."
แล้วเธอก็พลันหยุดคิดทุกอย่าง เริ่มว่างเปล่า ทั้งคู่หันไปมองสุดขอบโลก ทิวติ้นไม้มีครึ้มโค้ง เรียงรายกลายเป็นสุดขอบโลก ธารน้ำบนฟ้าสีครึ้ม ดวงตะวันกำลังคล้อย กลิ่นฤดูฝน โลกใบนี้สวยงามขนาดนี้เชียวหรือ สวยงามที่เรารับรู้มัน
หมอกภูเขาคิดว่าหญิงสาวคงรำคาญที่เขาพูดมากจนไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะใจเปล่า ส่วนพร่างฟ้าใสกลับมาเอาแต่ครุ่นว่าจะผ่านผันหนึ่งวันนิรันดรนี้ไปอย่างไรในค่ำคืน
- เหมือนเดิม
จะมีใครหลงมาทนอ่านจบจนรึเปล่านะ